กิน+ ออกกำลังกายวิถีไทย ฟื้นฟูสุขภาพ
• ผัก+สมุนไพรริมรั้ว...ยากาย ยาใจ ต้านเบาหวาน ความดันโลหิตสูง
ย้อนไปเมื่อ 2 ปีก่อน บ้านไม้สองชั้นของ คุณยายมอญ แก้วข้าว อายุ 65 ปี หลังนี้ยังอบอุ่นไปด้วยความรักของคุณตาคุณยายที่ครองคู่อยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี แม้วันที่ลูกๆ จากไปทำมาหากินตามวิถีชีวิตของคนสมัยใหม่ สองสามีภรรยายังคงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตามอัตภาพ
แต่เมื่อคุณตาจากไปอย่ากะทันหันจนคุณยายทำใจไม่ได้ ปัญหาสุขภาพที่ไม่เคยมีให้เห็นเด่นชัดจึงแสดงตัวออกมารุมเร้า บ่อนทำลายสุขภาพให้ย่ำแย่ลงทุกวัน โดยเฉพาะน้ำตาลในเลือดที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากกินยารักษาเบาหวานเพียงอย่างเดียวมานานนับปี แต่อาการก็ไม่ได้ดีขึ้น จนรู้สึกว่าหายดี คุณยายจึงลุกขึ้นมาปฏิวัติตัวเองด้วยการปลูกผักและสมุนไพรกินเอง
“สามีเสียชีวิต เมื่อ 2 ปีที่แล้ว และลูกก็อยู่ไกล ตอนนั้นจึงทั้งเครียด ทั้งไม่สบายใจ ทำใจไม่ค่อยได้ บวกกับเราเป็นเบาหวานและความดันสูงด้วย ก็เลยคุมโรคไม่ค่อยได้ จนอสม. (อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน) มาแนะนำให้เราปลูกผักและสมุนไพรกินเอง ตอนแรกปลูกเล็กๆ น้อยๆ ตอนนี้มาปลูกอย่างจริงจัง ปลูกคนเดียว ขุดดินพรวนดิน รดน้ำ ทำเองทุกอย่าง
“การปลูกพืชผักสวนครัวทำให้ได้ออกกำลังกายทุกวัน ได้ผักปลอดสารพิษเอาไว้กินเอง เอามาต้ม มาแกง เช่น ใบย่านาง นำมาใส่แกงหน่อไม้ มีหวายขม นำมาใส่แกงแค และยังปลูกผักอื่นๆ อีก ทั้งดอกขี้เหล็ก ดอกแค ผักกาดเมือง (ผักกาดขาวพันธุ์พื้นบ้าน) มะหลอด มะเขือขื่น ตาเสือ ยอ ผักบุ้ง ผักชี มะระ มันแกว ผักปลัง ผักหนอก ผักกูด ชะพลู ฟักทอง ถั่วแปบ”
“สมุนไพรก็ปลูกติดบ้านไว้ เช่น รางจืด ทางเหนือเรากินเป็นอาหารด้วย คือเอายอดมาแกงแค สำหรับเนื้อสัตว์ เน้นกินปลาที่มีในท้องถิ่น เช่น ปลานิล ปลาเล็กปลาน้อย
“ตอนนี้อาการเบาหวาน ความดัน ดีขึ้นแล้ว ลดการกินยาลงได้มากแล้ว ถ้าเราไม่ได้ลงสวน ไม่ได้ออกกำลังให้เหงื่อออก อาการป่วยจะกำเริบ ก็จะต้องกินแต่ยา แถมอยู่คนเดียว เราจะเครียด
“ปลูกผักคนเดียว ก็มีเหนื่อยบ้าง แต่พอรู้สึกเหนื่อย จะหยุดพัก หรืออย่างแดดส่องมาทางหนึ่ง เราก็ไปปลูกอีกทางหนึ่ง พอแดดแรง ก็หยุดพัก รอตอนเย็นๆ ค่อยออกไปปลูกใหม่ พืชผักออกดอกออกผลเราก็ดีใจ ตอนนี้ได้เก็บแบ่งให้เพื่อนบ้านด้วย”
ล้อมกรอบ : ยารักษาเบาหวานริมรั้วของคุณยายมอญ
“ที่บ้านยายปลูกพืชผักหลายอย่าง และทุกอย่างในบ้านก็ใช้เป็นยาได้ ที่กินประจำคือ ใบรางจืด ใบเตย ย่านาง ยอดมะยม อย่างละเท่าๆ กันมัดรวมกันให้ได้ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 ลิตร กินตอนอุ่นๆ ครั้งละแก้ว เป็นสูตรยาพื้นบ้านที่ช่วยลดน้ำตาลได้”
-ข้อมูลจาก

อาหารชีวจิตลดอ้วนได้

posted on 14 Sep 2011 10:20 by tohtae69

นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 271

อาหารชีวจิตลดอ้วนได้

    คุณธนาวุฒิ หงดิษฐาราม ชื่อเล่นว่าต๋ง อายุ 29 ปี

    น้ำหนักเกิน...สุขภาพแย่
    เมื่อก่อน....ตั้งแต่เล็กจนโต ผมกินทุอย่าง ไม่ว่าจะเป็น อาหารฟาสต์ฟูด ข้าวราดแกง ขนมขบเคี้ยว หรือขนมหวานนานาชนิด และยังชอบสรรหาของอร่อยอื่นๆ กินอีก 
    แล้วถ้าถามถึงการออกกำลังกายล่ะก็...ผมไม่เคยแตะเลย แม้ว่าตรงข้ามบ้านจะเป็นสวนสาธารณะที่มีคนวิ่งจ็อกกิ้งตลอดเวลาก็ตาม 
    พอเรียนจบปริญญาตรีผมก็เริ่มอ้วน หนักถึง 75 กิโลกรัม ต่อมาอีกเพียงไม่กี่ปี น้ำหนักตัวของผมก็พุ่งถึง 108 กิโลกรัม 
    แรกๆ ผมไม่ได้รู้สึกอะไรกับการเป็นคนอ้วน เพราะมีความสุขกับการกิน จนกระทั่งเริ่มเป็นหวัดบ่อย ระบบขับถ่ายมีปัญหา ปวดหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ และปวดข้อเข่าขณะเดิน 
    พอไปตรวจ หมอก็บอกว่า “ต้องลดน้ำหนัก” โดยเปรียบเทียบให้ฟังว่า ความอ้วนของผมเหมือนสะพายเป้ใบใหญ่ไว้ที่หน้าท้อง ร่างกายแบกรับน้ำหนักมากขนาดนี้ อาการปวดต่างๆ จะไม่เกิดขึ้นได้อย่างไร
    ผมยังไม่เชื่อหมอในทันที และบอกหมอว่า “ให้ไปตายดีกว่ามาลดน้ำหนัก” จนอาการปวดหลังทำให้ผมรู้สึกทรมานขึ้นเรื่อยๆ และทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว 
    หนทางเดียวที่ต้องทำ คือลดน้ำหนักเท่านั้น!

    ลองผิดลองถูก
    ผมไม่รู้จะเริ่มต้นลดน้ำหนักอย่างไร จึงคิดว่าการอดน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด 
    เลยงดกินแป้ง อย่างข้าว และขนมปัง เวลากินอาหารแต่ละมื้อก็กินแต่กับข้าว ทำแบบนี้นานหกเดือน น้ำหนักลดลงเหลือ 99 กิโลกรัม 
    ผมดีใจมาก นั่นหมายความว่า ผมชนะการแข่งลดน้ำหนักกับเพื่อนร่วมงาน จึงได้เงินจากหัวหน้าเป็นรางวัล 1,000 บาท 
    จากนั้นก็นำเงินไปเลี้ยงฉลองปีใหม่กับเพื่อนๆ หาของอร่อยที่อดมานานกินเต็มที่ น้ำหนักดีดกลับขึ้นมาเป็น 110 กิโลกรัม และต้องกลับมาใส่กางเกงเอว 43 อีกครั้ง 
    ผมเครียดมาก เลยลองไปเข้าคอร์สลดน้ำหนักตามสถาบันต่างๆ ซึ่งใช้วิธี ตีละลายไขมัน หมดเงินไป 10,000 บาท แต่น้ำหนักลดลงแค่ 2 กิโลกรัมเท่านั้น
    สุดท้ายผมก็แก้กลุ้มด้วยการลองหาผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนต่างๆ มาลองกิน ปรากฏว่าเป็นยาใจที่ดี คือกินแล้วรู้สึกไปเองว่าผอมลง

    ออกกำลังกายดีกว่า
    สุดท้ายผมก็ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย
    เผอิญมีศูนย์ฟิตเนสเปิดใหม่ ผมเลยสมัครเป็นสมาชิกรายปี แล้วออกกำลังกายอย่างจริงจัง เริ่มจากวิ่งบนลู่วิ่ง แต่เกิดอาการปวดขามาก เทรนเนอร์จึงแนะนำว่าให้เปลี่ยนมาเล่นเครื่องปั่นจักรยานแทน ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่น้ำหนักตัวเยอะ

    เริ่มกินอาหารชีวจิต
    เมื่ออ่านหนังสือที่มีความรู้ทางโภชนาการหลายเล่ม ก็พบว่าการรู้จักเลือกกินอาหารที่ช่วยกระตุ้นระบบเผาผลาญ เป็นเรื่องจำเป็น
    เพื่อนของผมคนหนึ่งเล่าว่าต้มน้ำอาร์ซีให้แม่ที่ป่วยดื่มเป็นประจำแล้วทำให้อาการดีขึ้น ผมจึงคิดว่าตัวเองน่าจะลองทำบ้าง พอลองกินก็ชอบ และถูกใจตรงที่ได้กินธัญพืช (ของโปรด) ถึง  9 ชนิด
    ทุกเช้าผมจึงต้มน้ำอาร์ซีไปดื่มที่ทำงาน จากนั้นก็นำข้าวที่เหลือมาหุงไว้กินมื้อกลางวัน (โชคดีที่ทำงานมีห้องครัว) และต้มผักแบบง่ายๆ โดยหั่นเป็นชิ้นเติมน้ำแล้วนำเข้าไมโครเวป เพียง 5 นาที ก็นำมากินได้กับกับข้าวที่ซื้อมาได้เลย
    ด้วยความชื่นชอบน้ำและข้าวอาร์ซี ทำให้อยากกินอาหารชีวจิต ผมคิดว่าตัวเองน่าจะกินได้เพราะมีประโยชน์และช่วยเรื่องระบบเผาผลาญได้ดี
    แต่ผมก็ยังไม่ได้กินอาหารชีวจิตแบบร้อยเปอร์เซ็นต์นะครับ ยังคงกินไข่ และเนื้อไก่ที่ไม่ติดไขมันบ้างในบางวัน
คงต้องค่อยๆ ปรับไปเรื่อยๆ ตามประสาชีวจิตมือใหม่แหละครับ 

    กินให้ง่ายเข้าไว้
    ผมเป็นคนกินง่าย และไม่ชอบกินอะไรแบบบีบบังคับตัวเองมากเกินไป จึงคิดว่าวิธีนี้น่าจะดี และเหมาะกับตัวเอง
    มื้อเช้า ผมจะทำแซนวิชขนมปังโฮลวีต และสาหร่ายทะเลอบกรอบ กินกับนมถั่วเหลือง 
    มื้อกลางวัน เมนูของผมค่อนข้างหลากหลาย บางวันก็เป็นข้าวอาร์ซีกับปลาแซลมอนย่าง ผักลวก และปลาร้าบองผัด บางวันก็เป็นสลัดผักราดน้ำจิ้มสุกี้ (ที่หาได้ตามร้านสะดวกซื้อ) กินกับปลาแมคคอเรล และบางวันก็เป็นส้มตำทะเลไข่ต้ม
    ของว่าง ก่อนไปออกกำลังกายตอนเย็น จะรู้สึกหิวเล็กน้อย ผมจึงคิดเมนูของว่างแบบง่ายๆ เช่น มะละกอหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ราดด้วยโยเกิร์ตรสธรรมชาติ แก้วมังกรกับเชอร์รี่แช่อิ่มราดด้วยโยเกิร์ตกับน้ำแอบเปิ้ลไซเดอร์ และแครกเกอร์โฮลวีตกับนมเปรี้ยวไขมันต่ำ
    มื้อเย็น ผมไม่ค่อยเน้นกินมาก บางวันก็กินผลไม้หลายๆ ชนิด และบางวันก็กินลูกพรุน 5 เม็ด และดื่มน้ำตามเยอะๆ ก็อิ่มท้องแล้ว

    อยากสุขภาพดีต้องกินแบบผม
    หลังจากกินอาหารตามแนวชีวจิต (เน้นกินอาหารเป็นยา) และออกกำลังกายเป็นประจำ ผมก็ไม่ป่วยไม่ไข้เลย ระบบขับถ่ายดีเป็นปกติ และน้ำหนักลงเหลือเพียง 82 กิโลกรัม หายปวดหลังเป็นปลิดทิ้ง
    อีกหนึ่งเดือนข้างหน้า ผมจะลดน้ำหนักลงให้เหลือ 80 กิโลกรัม และก่อนปี 2554 จะต้องลดเหลือ 70 กิโลกรัมครับ
    ตอนนี้เลยใส่ใจกินอาหารชีวจิตเคร่งครัดมากขึ้น แต่ยังคงถือคติกินให้ง่ายเข้าไว้เหมือนเดิม วันไหนมีประชุมต้องกินอาหารที่ที่ทำงานเตรียมให้ อย่างข้าวน้ำพริกลงเรือ ผมก็จะเทข้าวอาร์ซีผสมลงไปด้วย 
    เกือบทุกวัน หลังออกกำลังกายเสร็จ (21.30 น.) ผมจะแวะซุปเปอร์มาเก็ตซื้อของโปรด เช่น บล็อกโคลี่ แครอท ผักโขม และปลาจิ้งจ้าง มาไว้ทำข้าวชุดเบนโตะแสนอร่อยได้สุขภาพกิน พร้อมลองทำเมนูใหม่ๆ ตามคอลัมน์ “ครัวชีวจิต” ด้วยนะครับ ล่าสุดผมลองทำสลัดปูอัดแล้ว อร่อยจริงๆ 
    ผมคิดว่าอาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญมาก กินอย่างไรก็ย่อมได้อย่างนั้น กินอาหารชีวจิตแล้วดีต่อสุขภาพแถมน้ำหนักยังลดลงเรื่อยๆ อีกด้วย
    ลดความอ้วนแบบไม่อดใครล่ะจะไม่ชอบ ขอให้ทุกคนโชคดีนะครับ

    Tip
    ตอนเป็นไข้ ผมจะดื่มน้ำสะอาดบริสุทธิ์ทั้งวัน และดื่มมากเป็นพิเศษ ทำให้เข้าห้องน้ำบ่อย ตกเย็นไข้ก็จะลดลง เพราะระบายพิษไข้ออกตอนเข้าห้องน้ำครับ

 

THE BIO-ORGANIC

posted on 04 Sep 2011 07:12 by tohtae69
Bioorganic chemistry is a rapidly growing scientific discipline which combines organic chemistry and biochemistry. While biochemistry aims at understanding biological processes using chemistry, bioorganic chemistry attempts to expand organic-chemical researches (that is, structures, synthesis, and kinetics) toward biology. When investigating metalloenzymes and cofactors, bioorganic chemistry overlaps bioinorganic chemistry. Biophysical organic chemistry is a term used when attempting to describe intimate details of molecular recognition by bioorganic chemistry.
 
Bioorganic chemistry is that branch of life science,which deals with the study of biological processes using chemical methods.
 
Biooraganic food 
the food around your self that you can find its easily and it very helthy for you. There are bring your self to be fresh and heathful. There are all around you. for this exeample.
 
Mangosteen : A powerful anti oxidant.
The Mangosteen tree, an evergreen that grows in tropical Southeast Asia, produces the powerful “superfruit” Mangosteen.  Locals have long-consumed the Mangosteen fruit as a dessert and used it as a source in traditional medicine.  Today, the rest of the world is seeing it become a popular ingredient for use in a plethora of nutritional and cosmeceutical applications.
 
The Mangosteen fruit is rich in iron, fiber, protein, calcium, potassium and Vitamins C, B1, B2 and B6.  Perhaps most interesting is its xanthone content.  Xanthones are very powerful anti-oxidants and have only recently been discovered (1990’s).  Research has shown that these xanthones have several health benefits including anti-inflammatory properties. Not surprisingly, the Mangosteen is being used in skin care to target disorders such as eczema and psoriasis.  Several independent labs are now investigating the use of Mangosteen in OTC drugs.
 
เดี๋ยวมาอัพเพิ่มเติมนะคับ