“ธรรมชาติบำบัด”

posted on 31 Aug 2011 09:05 by tohtae69

ทุกๆ โรคร่างกาย จิตใจและการเลืกกินสามารถเยียวยารักษาได้

ปัจจุบันการรักษาสุขภาพด้วยวิธีการ “ธรรมชาติบำบัด” เป็นแนวทางที่ผู้คนทั่วโลกหันมาให้ความสนใจอย่างกว้างขวางในการรักษาคนไข้หนึ่งในนั้นคือ Mr.Jacob Vadakkanchary คุณหมอชาวอินเดีย ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาแบบธรรมชาติบำบัดและเจ้าของศูนย์ธรรมชาติบำบัดนวชีวัน เมืองอารัวอนาคูลัม รัฐเคราลาทางตอนใต้ของอินเดีย

           Dr.Jacob ได้บรรยายเรื่อง “ธรรมชาติบำบัด” ที่ห้องประชุมเบญจกูล สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ไว้ว่า

           ธรรมชาติบำบัดคือการดูแลรักษากาย ใจ โดยขบวนการทางธรรมชาติ ตั้งอยู่บนหลักที่ว่าโรคทุกชนิดร่างกายและจิตใจของคนเราสามารถเยียวยารักษาตัวเองได้ ถ้าร่างกายอยู่ในสภาพสมดุลปรกติ โรคร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น มะเร็ง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดหัวใจตีบตัน ภูมิแพ้ หืดหอบ ฯลฯ เกิดจากการดำเนินชีวิตผิดธรรมชาติ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในเมืองใหญ่ๆ และรับประทานอาหารที่มีสารเคมีปนเปื้อน เช่น เนื้อสัตว์ที่เลี้ยงด้วยฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโต ยาปฏิชีวนะ หรือรับประทานยาหรือฉีดยาที่ทำจากสารเคมี สารเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในร่างกายมาก หรือการใช้ชีวิตที่เครียดเกินไป หักโหมเกินไป กังวลเกินไป ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ พักผ่อนไม่เพียงพอ ดังนั้น การดูแลสุขภาพของคนเราจะเน้นเรื่องอาหาร การรับประทานอาหารที่ดีจะทำให้มีสุขภาพดี สุขภาพของคนขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของการรับประทานอาหาร Bacteria ไม่มีผลทำให้เกิดโรคต่อร่างกาย การเจ็บป่วยของคนล้วนเกิดจากอาหารที่มีสารพิษปนเปื้อนที่คนเรารับประทานเข้าไป เรื่องดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นเรื่องของธรรมชาติที่ต้องเรียนรู้

           ขบวนการขับสารพิษออกจากร่างกายมี 4 ทางคือ ทางจมูก ทางเหงื่อ ทางปัสสาวะ และทางอุจจาระ คนเราควรหมั่นหายใจลึกๆจะได้อากาศบริสุทธิ์เข้าไปในปอด เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และควรตากแสงแดดอ่อนๆทั้งในตอนเช้าและตอนเย็น เพื่อดูดสารพิษออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นวิธีดูแลรักษาสุขภาพอย่างง่ายๆที่คนทั่วไปสามารถปฏิบัติได้ เวลามีอาการเจ็บป่วยร่างกายจะเสียสมดุล ถ้าจะแก้ไขให้สมดุลก็ต้องปรับสภาพทั้งร่างกายและจิตใจ

           ร่างกายมีกลไกกำจัดสารพิษอยู่ในตัวเอง เช่น เวลาไอ จาม หรือมีผื่น วิชาธรรมชาติบำบัดอธิบายว่าไม่ใช่อาการป่วยเป็นโรค แต่ร่างกายกำลังทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ เวลามีสารพิษเข้าไปในปอดร่างกายก็จะจาม การจามแรงๆเป็นการขับพิษออกจากร่างกาย ซึ่งธรรมชาติก็ช่วยขับพิษอยู่แล้ว การรับประทานยาแก้ไอจะทำให้ร่างกายไม่สามารถขับสารพิษออกมาได้ การที่เราเป็นไข้ก็เป็นขบวนการทำลายเชื้อโรค เมื่อมีอาการเจ็บคอ อาการไอ ก็ให้ใช้วิธีธรรมชาติบำบัด เวลาท้องเสีย วิชาธรรมชาติบำบัดอธิบายว่าเป็นการทำความสะอาดของร่างกายครั้งใหญ่ การถ่ายให้หมดจะช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย แต่คนเราไม่เข้าใจธรรมชาติ นึกว่าท้องเสียเป็นอาการของโรคเลยไปซื้อยามารับประทานให้หยุดถ่าย อาการท้องเสียหยุดทันที ทำให้อาหารปนเปื้อนสารพิษที่รับประทานเข้าไป ซึ่งร่างกายต้องการขับออก แต่เราไปรับประทานยาให้หยุดถ่าย ทำให้ร่างกายกักสารพิษเอาไว้ ซึ่งไม่ถูกต้อง วิธีที่ถูกต้องคืออย่ารับประทานยาให้หยุดถ่าย ถ้าเรารับประทานยาให้หยุดถ่ายพิษต่างๆก็จะซึมเข้าสู่ร่างกาย หากซึมผ่านเส้นเลือดไปที่ผิวหนังก็จะเป็นผื่น ซึมไปที่ไตก็จะเป็นโรคไต ซึมไปที่ระบบหายใจก็จะเป็นหืดหอบ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ต้องใช้ธรรมชาติบำบัดขับพิษออกให้หมด

           แนะนำให้รับประทานอาหารมังสวิรัติ ไม่แนะนำให้รับประทานอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เช่น หมู ปลา Dr.Jacob บรรยายว่าถ้านำเนื้อสัตว์ไปทิ้งไว้ในตู้หลายๆวันก็จะมีกลิ่นเหม็นเน่า มีสารพิษ เหมือนกับคนรับประทานเนื้อสัตว์ไปหมักหมมอยู่ในลำไส้ ร่างกายก็จะได้รับสารพิษนั้นด้วย

           ในกรณีคนที่ปวดศีรษะเนื่องจากเป็นเนื้องอกที่สมอง จริงๆแล้วกลไกของร่างกายต้องการให้หยุดทำงาน หากรับประทานยาแก้ปวดศีรษะ อาการปวดบรรเทาก็ยังคงทำงานต่อไปได้ เนื้องอกก็จะลุกลามต่อไป จึงควรรักษาโดยธรรมชาติบำบัด (Health Life Style) การรับประทานยาต่างๆ เช่น Brufen, Paracetamol, Penicillin และ Tetracycline เป็นต้น ซึ่งจะมีพิษต่อตับและไต ยาจะให้ผลดีในระยะสั้น แต่จะเกิดผลเสียในระยะยาว

           ทุกวันนี้คนเราป่วยเพราะมีสารพิษตกค้างในร่างกาย การบริโภคอาหารแต่ละชนิดใช้เวลาในการย่อยไม่เหมือนกัน เช่น เนื้อสัตว์ใช้เวลาในการย่อยนานถึง 12 ชั่วโมง ขณะที่ผักดิบใช้เวลาย่อย 2 ชั่วโมง 30 นาที ส่วนน้ำผลไม้ใช้เวลาย่อยเพียง 1 ชั่วโมง

           วิธีการอดอาหารเพื่อล้างพิษเป็นทางเลือกหลักของวิชาธรรมชาติบำบัด บางคนอาจอดอาหาร 7 วัน บางคนอดอาหาร 14 วัน แต่บางคนอาจต้องอดอาหารถึง 21 วัน แล้วแต่อาการของโรค ก่อนการอดอาหารต้องเตรียมความพร้อมก่อน โดยให้รับประทานผักและผลไม้เพื่อปรับสภาพร่างกาย 3 วัน หลังจากนั้น 4 วันแรกให้ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว อีก 3 วันต่อมาให้ดื่มน้ำผึ้งผสมน้ำมะนาว และ 3 วันสุดท้ายให้ดื่มน้ำผลไม้ จากนั้นค่อยๆปรับสภาพร่างกาย โดยให้รับประทานผักสดและผลไม้ แล้วกลับมาใช้ชีวิตปรกติตามเดิม

           ในรายผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็ง อาจให้อดอาหาร 20 วัน เพื่อไม่ให้มะเร็งเจริญเติบโต ระหว่างนั้นจะให้น้ำผลไม้อ่อนๆ ให้เอาผ้าเปียกมาประคบบริเวณที่มีอาการปวดจะทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดีขึ้น เพราะระบบภายในของผู้ป่วยโรคมะเร็งจะสูญเสียสมดุลเกือบหมด ระหว่างการรักษาหากผู้ป่วยมีอาการไข้นอนซม หมอธรรมชาติบำบัดจะรู้สึกดีใจ เพราะเป็นวิธีการที่ธรรมชาติรักษาตัวเอง อุณหภูมิในร่างกายผู้ป่วยสูงขึ้นเพื่อฆ่าเชื้อโรค Dr.Jacob บอกว่าเมื่อผู้ป่วยภาวนาจนเกิดอาการไข้สูงต้องนอนซม 4-5 วันนั้นเป็นการส่งสัญญาณว่าการรักษาได้ผล บางครั้งผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอ ปากขม ไม่อยากรับประทานอาหาร เพราะร่างกายต้องการเยียวยาตัวเอง หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดบริเวณที่เป็นโรคมะเร็งก็จะใช้โคลนพอกเพื่อช่วยบำบัดอาการเจ็บปวด นอกจากนี้ยังใช้วิธีฝึกเปลี่ยนจิตของผู้ป่วยด้วยการให้ฝึกภาวนา และเปลี่ยนวิธีคิดของผู้ป่วยโดยให้คิดว่าวันนี้อาการดีขึ้น หรือให้ผู้ป่วยด้วยกันช่วยกันเยียวยาจิตใจ เช่น ให้พูดบอกกันว่าวันนี้อาการดูดีขึ้นนะ

           วิชาธรรมชาติบำบัดมีหลักว่าจิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว หากจิตตายร่างกายจะตายด้วย Dr.Jacob กล่าวว่า การฝึกโยคะก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการรักษาเพื่อให้เข้าถึงจิตตัวเอง คนทั่วไปมักจะนึกว่าเราเป็นเจ้าของร่างกาย แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ ต้องกลับไปดูที่จิต ตัวอย่างเช่นคนที่ออกกำลังกายในโรงยิมก็เหมือนคนภาวนาเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เพราะจิตบอกว่าออกกำลังกายเพื่อให้มีกล้าม ต่างจากกรรมกรที่แบกหามกล้ามเนื้อจะไม่สมบูรณ์เหมือนคนออกกำลังกายในโรงยิม เพราะจิตไม่ได้สั่ง

           ในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นแผลเรื้อรัง เมื่อผู้ป่วยมีแผลตามแขนขา ซึ่งเป็นแผลที่รักษาไม่หาย อาจจะต้องตัดอวัยวะส่วนที่เป็นแผลทิ้ง ซึ่งรักษาโดยวิธีธรรมชาติบำบัดอย่างง่ายๆด้วยการให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานใช้หรือรับประทาน raw diet (อาหารดิบ น่าจะหมายถึงผักผลไม้สด) ใช้สมุนไพร tamaric root (พืชเป็นหัวใต้ดินตระกูลขิง ข่า ขมิ้น) และน้ำเย็นล้างแผลวันละ 2-3 ครั้ง แล้วให้ผู้ป่วยตากแดด เน้นเรื่องการตากแดด แผลนั้นจะค่อยๆแห้งและยุบ จนกระทั่งแผลหาย

           การรักษาผู้ป่วยเป็นไมเกรนหรือไซนัส การล้างจมูกด้วยน้ำอุ่นผสมเกลือจะช่วยชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย หรือล้างตาในน้ำสะอาดจะทำให้ระบบประสาทตาเย็นลง และช่วยขจัดไขมัน Dr.Jacob กล่าวว่า หากคนเราดูแลเรื่องอาหารการกิน ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่รับประทานยา เพราะยาไม่เพียงแต่ฆ่าเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังทำลายภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ยาแผนปัจจุบันแม้จะช่วยยับยั้งอาการปวดหรืออาการไข้ แต่นั่นเป็นเพียงการกดอาการ ไม่ได้เป็นการรักษาให้หายขาด การรักษาอยู่ที่ตัวของเราเองที่หันมารักษาตามแนวทางธรรมชาติบำบัด วิชาธรรมชาติบำบัดขนานแท้ไม่ใช่หมอบำบัดคน หมอเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำปรึกษา จากนั้นผู้ป่วยจะเป็นผู้บำบัดเอง วิชาธรรมชาติบำบัดเปรียบเปรยให้เห็นว่าห้องครัวก็คือโรงพยาบาล คุณแม่ก็เหมือนหมอในบ้าน จะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วยหรือสุขภาพดีก็ขึ้นอยู่กับคุณหมอคนนี้

 

edit @ 31 Aug 2011 09:08:14 by TOHTAE

untitled

posted on 24 Aug 2011 00:32 by tohtae69

เคล็บลับอายุยืนจากอาหารกากใยและชีวจิต

          

      มันเทศ

            เมื่อไม่นานมานี้ เรามักจะพบเห็นหนังสือพิมพ์และนิตยสารต่างๆ ตีพิมพ์ถึงความนิยมของผู้คนในสังคม ซึ่งต่างพากันนิยมบริโภคมันเทศ เพราะมันเทศช่วยให้คนเราอายุยืนยาว เป็นอาหารต้านมะเร็งที่จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ในมันเทศประกอบด้วยโพแทสเซียม กากใย น้ำตาล ไขมัน และแร่ธาตุต่าง ๆ อีกมากมาย มีวิตามินซี ในจำนวนนั้นที่สำคัญคือ การต้านออกซิเดชัน มีเบตาแคโรทีน อุดมไปด้วยกากใยซึ่งทำให้ท้องไม่ผูก ป้องกันมะเร็ง ขจัดอนุมูลอิสระ

            มันเทศยังมีลักษณะของความเป็นด่าง ผู้ที่ทานเนื้อสัตว์มาก ๆ ร่างกายจะมีภาวะของความเป็นกรด การทานมันเทศจะช่วยปรับความสมดุลของร่างกาย จึงเท่ากับว่าทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ในมันเทศจะมีวิตามินซีที่ค่อนข้างสูงมากเท่า กับส้มจี๊ด ที่แปลกก็คือ มันเทศหลังจากถูกต้มสุกแล้วยังคงมีอยู่ถึงร้อยละ 70 โดยไม่ถูกทำลายด้วยความร้อนเฉกเช่นกับผักอื่น ๆ

             นอกจากนี้ มันเทศยังมีกากใยที่สูงมากจึงช่วยระบายขับถ่ายได้ดี ดังนั้น จึงช่วยชำระล้างเอาสิ่งปฏิกูลที่คั่งค้างในลำไส้ออกไป ช่วยขจัดพิษที่ตกค้างในลำไส้ เท่ากับว่าช่วยทำความสะอาดให้ร่างกาย เป็นประโยชน์ต่อเซลล์ผิวหนัง ช่วยให้ผิวสวยงดงาม นอกจากนี้แล้ว ในมันเทศยังมีกาวยางชนิดหนึ่ง ซึ่งถ้ารับประทานมาก ๆ จะช่วยให้หลอดเลือดหัวใจมีลักษณะยืดหยุ่น ทำให้เส้นเลือดไม่แข็งตัว ยังช่วยลดความดันโลหิตสูง

อาหารชีวจิต

                ในยุคสมัยก่อนเทคโนโลยียังไม่เจริญก้าวหน้า คนส่วนมากบริโภคอาหารหลักก็คือ ข้าว พืช ผัก ถั่วต่าง ๆ ค่อนข้างมาก ประเภทเนื้อค่อนข้างน้อย ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารและกากใยค่อนข้างอุดม ยุคนั้น คนเราไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยมากอย่างเช่นทุกวันนี้

                คล้อยตามไปกับสังคมที่พัฒนาเจริญก้าวหน้า อาหารการกินหลากหลาย จากธัญพืชผักก็ค่อย ๆ น้อยลง ดังนั้นกากใยที่ร่างกายจะได้รับก็นับวันยิ่งน้อยลง อาหารส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ไขมัน นมเนย ทำให้ร่างกายดูดซึมโดยตรง กากใยมีน้อยจึงทำให้ท้องผูก ในขณะที่ อาหารที่มีกากใยเมื่อทานเข้าไปร่างกายจะยังไม่ได้ดูดซึม ต้องผ่านลำไส้ใหญ่ทำให้ขับถ่ายสะดวก ช่วยให้สารพิษที่คั่งค้างในลำไส้ถูกขับออกไป

                เป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่า โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ล้วนเกิดจากสาเหตุของท้องผูก ร่างกายไม่สามารถขับเอาสารพิษตกค้างในร่างกายออกไป การทานเนื้อสัตว์มากเกินไปทำให้ท้องผูก เมื่อร่างกายไม่ขับถ่ายเอาสารพิษออกก็ทำให้ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต เช่นนี้แล้วก็จะทำให้เกิดอาการปวดศรีษะได้ง่าย เกิดอาการกังวล ผิวพรรณหยาบกร้าน และอาจเป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือกระทั่งกลายเป็นมะเร็ง ซึ่งอาการท้องผูกเป็นประจำทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียในลำไส้ เกิดสารพิษตกค้างในร่างกาย

                ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขนิสัยการบริโภค โดยการเริ่มทานผักผลไม้ ธัญพืชให้มากขึ้น เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพ เพราว่าอาหารธรรมชาติไม่มีการเติมสีสัน รสชาติ ไม่มีสารเคมีวัตถุกันเสีย ฉะนั้นก็จะช่วยให้ร่างกายรับเอาแต่สิ่งดี ๆ เมื่อสุขภาพร่างกายดี ใบหน้าอารมณก็จะดี เป็นการเสริมสร้างราศีให้กับตัวเอง โหงวเฮ้งก็จะดียิ่งขึ้น

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือ “อาหารสร้างพลังชีวิตพิชิตโชคชะตา” เรียบเรียงโดย นิตยา ศรีสังวาลย์

มันเทศ

untitled

posted on 17 Aug 2011 00:57 by tohtae69

การรักษาโรคโดยวิธีชีวจิต

  

เนื่องจากได้มีการเผยแพร่เกี่ยว กับการใช้ชีวจิตในการรักษาโรคต่าง ๆ ในสื่อมวลชนรูปแบบต่าง ๆ ในระยะนี้มากมาย ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมวิชาชีพ ได้ปรึกษาหารือศึกษาข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวจิตในการรักษาโรคดังนี้ การดูแลรักษาโดยวิธีชีวจิต เป็นการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตโดยการปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร ให้ประกอบไปด้วยผักจำนวนมาก, งดไข่, งดนม โดยได้รับสารอาหารโปรตีนจากปลาบ้างเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการทำสมาธิ การออกกำลังกายอย่างจริงจัง และมีการสวนอุจจาระด้วยกาแฟ เป็นการดัดแปลงมาจากวิธี มาโครไบโอติค

การศึกษาจากนักโภชนาการและสถาบัน วิจัยโภชนาการ พบว่า อาหารในขบวนการชีวจิตนี้ มีไขมันต่ำ, ปริมาณแคลอรี่ต่ำและโปรตีนต่ำ มีวิตามินซี สูง อาจมีประโยชน์ในบางภาวะ เช่นโรคอ้วน, ภาวะไขมันสูง และโรคไต เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารนี้เป็นเวลานานจะมีปัญหาขาดอาหาร ขาดโปรตีน ขาดแร่ธาตุที่สำคัญ และวิตามินบางชนิดได้ ทั้งนี้เพราะมีแคลอรี่ต่ำเกินไป ประมาณ 1200 แคลอรี่ต่อวัน (คนปกติต้องการ 1600-2000 แคลอรี่) มีโปรตีนต่ำ คือประมาณ 30-40 กรัมต่อวัน (ปกติร่างกายต้องการประมาณ 50-60 กรัม) มีธาตุแคลเซียมและสังกะสีต่ำ ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโตและภูมิต้านทาน

น้ำ RC การศึกษาน้ำ RC (Rejuvenating Concoction) นั้นพบว่าน้ำดังกล่าวมีสารอาหารต่ำ และมีวิตามิน เพียงร้อยละ 1ของที่ร่างกายต้องการต่อวัน ในแง่คุณภาพที่อ้างว่ามีประโยชน์ประกอบด้วย DNA และ RNA นั้น ก็มีอยู่ในอาหารเกือบทุกชนิด ที่รับประทานตามปกติอยู่แล้ว ส่วนเรื่องเอ็นซัยม์นั้น ร่างกายก็สร้างขึ้นได้เองอยู่แล้ว

ดังนั้น อาหารดังกล่าวจึงไม่ควรใช้ในเด็ก และผู้ป่วยโรคต่าง ๆ หลายอย่าง เนื่องจาก ขาดวิตามิน บี 1 และ 2, ขาดแคลเซียม, เหล็ก, สังกะสี การสวนอุจจาระด้วยกาแฟ นอกจากนี้ การสวนอุจจาระด้วยกาแฟ อาจมีอันตรายจากการสวนอุจจาระ ทำให้ขาดสารน้ำและเกลือแร่ พบว่ามีการติดเชื้อในทางเดินอุจจาระมากขึ้น หากสวนแรงเกินไปอาจทำให้ลำไส้ทะลุ และอาจมีอันตรายจากการ ได้รับการกระตุ้นจากสารคาเฟอีนอีกด้วย

ในแง่การรักษาโรคมะเร็งยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า การรักษาวิธีชีวจิตดีกว่าการรักษาในปัจจุบัน

ในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่รักษาโดย วิธีการรักษาปัจจุบันแล้วหยุดการรักษา มารักษาโดยวิธีชีวจิตแล้วพบว่า ในปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ และแข็งแรงดีอยู่นั้น ต้องเข้าใจถึงการดำเนินโรคของมะเร็งแต่ละชนิด เนื่องจากมะเร็งบางอย่าง มีการดำเนินโรคนาน เช่น มะเร็งเต้านม, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ใช้เวลาดำเนินโรคอาจนานถึง 5-10 ปี มะเร็งต่อมธัยรอยด์ อาจใช้เวลาดำเนินโรค 10-20 ปี โดยผู้ป่วยยังมีชีวิตได้เกือบปกติ ถึงแม้จะมีมะเร็งกระจาย ไปในร่างกายบริเวณต่าง ๆ มากมายแล้วก็ตาม นอกจากนั้นมะเร็งบางชนิดสามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิธีรักษาแผนปัจจุบัน สรุป การรักษาโดยชีวจิตนั้น เป็นการเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตและการปรับอาหารที่อาจมีคุณค่า ในโรคบางอย่าง เช่นภาวะอ้วน, ไขมันสูง และโรคไต แต่ต้องระมัดระวังการขาดอาหาร ที่จำเป็นต่อชีวิต ในแง่ผลการรักษาโรคมะเร็งยังไม่มีหลักฐานพิสูจน์ว่าได้ผล ยิ่งกว่านั้นต้องระมัดระวังอันตรายจากการสวนกาแฟ ถ้าจะนำวิธีการชีวจิตมาใช้ ควรศึกษาผลเสียที่อาจเกิดขึ้นและไม่ควรละเลยการรักษาแผนปัจจุบัน ที่เป็นมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับทั่วไป"

อาหารชีวจิต

edit @ 17 Aug 2011 01:29:37 by TOHTAE